<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[วัดสำคัญของจังหวัด]]></title>
<link>https://plg.onab.go.th/th/content/category/index/id/110</link>
<atom:link href="https://plg.onab.go.th/th/content/category/index/id/110" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[วัดเขาอ้อ]]></title>
<link>https://plg.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/6992</link>
<guid isPermaLink="false">15ee0f3101aabb2399bb48c23854d8bc</guid>
<pubDate>Tue, 18 May 2021 10:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size:24px;"><strong><span style="color:#0000ff;">วัดเขาอ้อ</span></strong></span></p>

<p><span style="color:#0000ff;">วัดเขาอ้อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๑๖๕๑ &nbsp;หรือกว่า &nbsp;๙๐๐ ปีแล้ว จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญฉบับหนึ่ง ซึ่งทางวัดได้เก็บรักษาไว้คือ &quot;สานส์ตราของเจ้าพระยาเมืองนครศรีธรรมราช&quot; ที่มีมาถึงพระยาแก้วโกรพพิชัยบดินทร์สุรินทรเดชอภัยพิริยะพาหะ เจ้าเมืองพัทลุง ลงวันเสาร์ เดือน ๙ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีระกา จุลศักราช ๑๑๐๓ ตรงกับ พ.ศ. ๒๒๘๔ (สมัยแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา) มีความว่า &quot;ด้วยขุนศรีสมบัตินายกองสุราเข้าไปฟ้องว่า ที่วัดเขาอ้อสร้างมาก่อนแล้วกลับรกร้างสิ่งก่อสร้างชำรุดทรุดโทรมลงมาก คราวหนึ่งพระมหาอินทราชจากปัตตานีได้มาเป็นเจ้าวัดและได้มาปฏิสังขรณ์วัดขึ้นมาใหม่โดยมีตาปะขาวขุนแก้วเสนาขุนศรีสมบัติ เป็นหัวหน้าฝ่ายคฤหัสถ์ช่วยกันซ่อมแซมพระพุทธรูปในถ้ำ ๑ องค์ ซึ่งปรักหักพังแล้วเสร็จได้ดำเนินการสร้างเสนาะอื่น ๆ จนเป็นที่อยู่อาศัยของสงฆ์ได้ ต่อมาเมื่อได้พระราชทานวิสุงคามสีมาแล้ว พระมหาอินทราชกับคณะดังกล่าว ได้จัดการสร้างพระอุโบสถขึ้นตาปะขาวขุนแก้วเสนา ได้มีหนังสือขอพระราชทานคุมเลขยกเว้นการใช้งานหลวงต่าง ๆ ถวายไว้แก่วัดเพื่อช่วยเหลือในการสร้างพระอุโบสถ ๕ คน คือนายเพ็ง นางพรหม นายนัด นายคง และนายกุมาร ครั้นพระอุโบสถเสร็จแล้วก็มีหนังสือบอกถวายพระราชกุศลไปให้พระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์องค์หนึ่ง หล่อด้วยเงินอีกองค์หนึ่งส่งไปประดิษฐานไว้ที่วัดเขาอ้อ แล้วพระมหาอินทราชพร้อมด้วยสัปบุรุษทายก ได้จ้างช่างเขียนลายลักษณะพระพุทธบาททำมณฑป กว้าง ๕ วา สูง ๖ วา ขึ้นบนไหล่เขาอ้อเป็นประดิษฐานลายลักษณ์พระพุทธบาท ต่อมาพระมหาอิทราชทรงเห็นว่าลายลักษณ์ที่จ้างช่างเขียนไว้ไม่ถาวร จึงพร้อมด้วยขุนศรีสมบัติเรี่ยไรเงินจากผู้ที่ศรัทธาได้ ๑๐ ตำลึง&quot; และก็มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ของเมืองพัทลุงที่ได้กล่าวถึงความสำคัญของวัดเขาอ้อ หรือสำนักเขาอ้อที่เกี่ยวกับวิชาไสยศาสตร์ความว่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๘ ครั้งที่พม่ายกทัพมาตีเมืองชุมพร เมืองไชยา เมืองนครศรีธรรมราช ได้เป็นผลสำเร็จแล้วยกทัพตีมาเรื่อยพระยาพัทลุง (ขุน) กับพระมหาช่วย วัดป่าเลไลย์ ชาวบ้านน้ำเลือด ซึ่งเป็นศิษย์อาจารย์วัดเขาอ้อมีความรู้เชี่ยวชาญในทางไสยเวทย์ได้ลงตะกรุด ผ้าประเจียดให้แก่ไพร่พลแล้วแต่งเป็นกองทัพยกไปคอยรับทัพพม่าอยู่ที่ตำบลท่าเสียด ครั้นทัพพม่ายกกำลังมาถึงเห็นกองทัพไทยจากพัทลุงมีกำลังมากกว่าตนแต่ที่แท้จริงมีกำลังน้อยกว่ากองทัพพม่าหลายเท่า แต่ด้วยอำนาจพระเวทย์มนต์ตราและคาถาที่พระมหาช่วยนั่งบริกรรมภาวนาอยู่เบื้องหลัง ทำการผูกหุ่นพยนต์ขึ้นเป็นทหารสูงใหญ่ให้ข้าศึกมองเห็นเป็นคนจำนวนมากและมีกำลังร่างกายสูงใหญ่ ดุดันผิดปรกติกองทัพพม่าจึงยกทัพกลับไป พระมหาช่วยมีความชอบทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ลาสิกขาแล้วทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น &quot;พระยาทุกขราษฎร์&quot; เป็นผู้ช่วยราชการเมืองพัทลุง ชาวเมืองพัทลุงได้ยกย่องพระมหาช่วยว่าเป็นวีรบุรุษ จึงได้ร่วมใจกันสร้างอนุสาวรีย์ประดิษฐานไว้ที่สามแยก ท่ามิหรำ อำเภอเมืองจังหวัดพัทลุง ในบริเวณเขาอ้อมีถ้ำหลายแห่ง เช่น ถ้ำพระ หรือถ้ำฉัททันต์บรรพตใช้สำหรับปลุกเสกพระเครื่องและวัตถุมงคล จตุคามรามเทพ ถ้ำไทร ถ้ำหอม และถ้ำท้องพระโรง วัดเขาอ้อแต่เดิมเรียกว่าวัด &quot;ประดู่หอม&quot; ได้เปลี่ยนนามมาเป็น &quot;วัดเขาอ้อ&quot; ในสมัยพระครูสังฆวิจารณ์ฉัตรทันต์บรรพต เป็นเจ้าอาวาส นับได้ว่าเป็นวัดที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดวัดหนึ่งในจังหวัดพัทลุง โดยตั้งอยู่ที่ริมทางรถไฟก่อนที่จะถึงสถานีรถไฟปากคลองเพียง ๒ กิโลเมตรขึ้นอยู่ในเขตตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน วัดเขาอ้อเป็นวัดสำคัญและมีบทบาทวัดหนึ่งในสมัยอยุธยาแต่สมัยต่อมาขาดการดูแลจนกลายเป็นวัดร้าง ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๒๘๔ พระมหาอินทราชซึ่งเดินทางมาจากเมืองปัตตานีมาเป็นเจ้าอาวาสได้บูรณะปฎิสังขรณ์สิ่งปรักหักพังต่าง ๆ ที่มี เช่น พระพุทธรูปในถ้ำ ๑๐ องค์ ตลอดถึงพระอุโบสถและเสนาสนะอื่น ๆ หลังจากนั้นพระมหาอินทราชได้มีหนังสือไปกรุงศรีอยุธยาเพื่อขอพระราชการกุศลแด่พระเจ้าอยู่หัว ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระองค์โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระพุทธรูปหล่อด้วยสำริด ๑ องค์ พระพุทธรูปหล่อด้วยเงิน ๑ องค์ ให้แก่วัดเขาอ้อ ชาวบ้านเรียกพระพุทธรูปทั้งสอง ว่ารูปเจ้าฟ้าอิ่มและรูปเจ้าดอกมะเดื่อ สำหรับพระพุทธรูปเจ้าฟ้ามะเดื่อที่ว่านี้ยังมีผู้เล่าประวัติออกไปว่าที่เชื่อเช่นนั้น ก็เพราะอดีตนายมะเดื่อ หรือพระเจ้าเสือแห่งกรุงศรีอยุธยา และเชื่อกันว่านายมะเดื่อนั้นเป็นโอรสของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้เดินทางไปศึกษาวิทยากรในสำนักเขาอ้อ โดยยกกันไปทั้งครอบครัวหนึ่งในจำนวนนั้นมีเชื้อพระวงศ์แต่ไม่แน่ว่าเป็นสายใดชื่ออิ่มอยู่ด้วย ครั้นศึกษาได้พอสมควรแล้วก็เดินทางกลับกรุงศรีอยุธยาเข้ารับราชการจนกระทั้งเสด็จขึ้นเสวยราชย์เป็นพระเจ้าเสือ ขณะที่อยู่ที่วัดเขาอ้อก็ได้สร้างปูชนีวัตถุไว้เป็นอนุสรณ์อย่างหนึ่งคือพระพุทธรูปที่ว่านี้ ต่อมาเมื่อชาวบ้านทราบว่าผู้ที่เดินทางไปศึกษาวิทยาคุณในครั้งนั้นถึงเป็นถึงเจ้าฟ้า จึงได้ถวายนามพระพุทธรูปองค์นั้นตามชื่อผู้สร้างคือเจ้าฟ้ามะเดื่อเพื่อเป็นอนุสรณ์ เพราะสร้างตั้งแต่เป็นเจ้าฟ้ามะเดื่อ ส่วนเจ้าฟ้าอิ่มนั้นก็เช่นกันสร้างขึ้นโดยราชวงศ์องค์หนึ่ง ซึ่งมีนามเดิมว่าอิ่มซึ่งต่อมาได้เป็นใครก็ไม่อาจจะทราบได้ ผลแต่การศึกษาของเจ้าฟ้ามะเดื่อหรือพระเจ้าเสือแห่งกรุงศรีอยุธยาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในทางวิทยาการด้านนี้ ต่อมาพระมหาอินทราชได้สร้างพระพุทธบาทจำลองด้วยมณฑปไว้บนเขาอ้อ สร้างพระพุทธไสยาสน์ ๑ องค์ และสร้างเจดีย์ไว้บนเขา ๓ องค์ &nbsp;เมื่อท่านพระมหาอินทราชได้ออกจากวัดไปทำให้วัดก็มีสภาพเสื่อมโทรมอีกครั้ง ท่านปะขาวขุนแก้วเสนา และขุนศรีสมบัติพร้อมด้วยบรรดาชาวบ้านใกล้เคียง ได้ไปนิมนต์พระมหาคง จากวัดพนางตุงมาเป็นเจ้าอาวาส ตั้งแต่นั้นมาวัดก็ค่อย ๆ เจริญขึ้นเรื่อย ๆ วัดเขาอ้อมีเจ้าอาวาสปกครองต่อกันมากมายหลายสิบรูป ล้วนแต่มีความเชี่ยวชาญทางไสยศาสตร์ มีชื่อเสียงโดงดังไปทั่วภาคใต้ ชาวพัทลุงและใกล้เคียงเชื่อกันว่าเป็นวัดเขาอ้อมีความศักดิ์สิทธิ์และชื่อเสียงทางด้านไสยศาสตร์มาตั้งแต่โบราณกาล</span></p>

<p><span style="color:#0000ff;">&nbsp; &nbsp;ตำนานกล่าวว่าก่อนที่จะมาเป็นวัดเขาอ้อเป็นสำนักเขาอ้อมาก่อนเล่ากันว่าจุดกำเนิดของสำนักเขาอ้อนี้ แต่เดิมเป็นที่บำเพ็ญพรตของพราหมณ์มาหลายรุ่น อันเนื่องจากภายในถ้ำบนเขาอ้อนั้นเป็นทำเลที่ดีมาก ตัวเขาอ้อเองก็ตั้งอยู่บนเส้นทางสัญจรของชุมชนในอดีตเมืองที่เจริญในละแวกนั้นได้แก่ สทิงปุระ หรือสะทิงพาราณสีซึ่งก็คืออำเภอสทิงพระในปัจจุบัน ประวัติของเมืองสทิงปุระนั้นเกี่ยวข้องกับพราหมณ์อยู่มาก แม้กระทั่งในสมัยศรีวิชัยที่ศาสนาพุทธแผ่อิทธิพลทั่วแหลมาลายู ในบริเวณสว่นนั้น (เขตเมืองพัทลุงในปัจจุบัน) ยังเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของพราหมณ์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์บอกว่าเป็นเมืองที่มีชุมชนหนาแน่นที่สุดในขณะนั้น ต่อมามีพราหมณ์ผู้ทรงวิทยาคุณ (ฤาษี) คณะหนึ่งได้ไปบำเพ็ญพรตอยู่ที่ถ้ำบนเขาอ้อบำเพ็ญพรตจนเกิดอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ ตามตำราอาถรรพเวท (พระเวทอันดับ ๔ ของคัมภีร์พราหมณ์) แล้วได้ถ่ายทอดวิชานั้นต่อ ๆ กันมา พร้อมกันนั้นก็ได้จัดตั้งสำนักถ่ายทอดวิชาความรู้แก่ผู้สนใจ ซึ่งตามวรรณะแล้วพราหมณ์มีหน้าที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่เชื้อพระวงศ์ หรือวรรณะกษัตริย์และลูกหลานผู้นำ เพื่อจะให้นำไปเป็นความรู้ในการปกครองคนต่อไป สำนักเขาอ้อสมัยนั้นจึงมีฐานะคล้าย ๆ สำนักทิศาปาโมกข์ของพราหมณ์ผู้ทรงคุณพราหมณ์ผู้ทรงคุณดังกล่าวได้ถ่ายทอดวิชาต่าง ๆ ให้พราหมณาจารย์สืบทอดต่อ ๆ กันมาซึ่งเท่าที่สืบค้นรากฐาน ก็พบว่าวิชาที่ถ่ายทอดให้คณาศิษย์นอกจากวิชาในเรื่องการปกครองตามตำราธรรมศาตร์แล้ว ก็ยังมีเรื่องพิธีกรรมฤกษ์ยามการจัดทัพตามตำราพิชัยสงคราม ตลอดจนไปถึงไสยเวท และการแพทย์ตามตำนานบอกวิชาสองสายสืบทอดโดยพราหมณาจารย์ผู้เฒ่าสองคน ซึ่งสืบทอดกันคนละสายตลอดมา การสืบทอดวิชาของสำนักเขาอ้อได้ดำเนินเช่นนั้นไป &nbsp;จนกระทั้งมาถึงพราหมณ์รุ่นสุดท้ายและได้เห็นว่าไม่มีผู้รับสืบทอดต่อแล้ว ประกอบกับเล็งเห็นว่าเมื่อสิ้นท่านแล้วสถานที่แห่งนั้นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ พราหมณ์ผู้บรรลุพระเวทหลายคนได้ฝังร่างไว้ที่นั้น สถานที่นั้นจึงสำคัญเกินที่จะปล่อยให้รกร้างไปได้พราหมณ์ผู้เฒ่าท่านนั้นจึงได้เล็งหาผู้ที่จะมาสืบทอด และรักษาสถานที่สำคัญนั้นไว้ ประกอบกับขณะนั้นอิทธิพลทางพุทธศาสนาได้แผ่เข้ารายล้อมเขตเมืองพัทลุงแล้วบริเวณข้าง ๆ ในบริเวณเขาอ้อก็มีวัดอยู่หลายวัด มหาพราหมณ์ทั้ง ๒ ท่านเล็งเห็นว่าต่อไปภายภาคหน้าพุทธศาสนาจะยั่งยืนและแผ่อิทธิพลในดินแดนแถบนี้ การที่จะฝากอะไรไว้กับผู้ที่ยั่งยืนและมีอิทธิพลน่าจะเป็นการดีกว่า ท่านเลยตัดสินใจนิมนต์พระภิกษุรูปหนึ่งมาจากวัดน้ำเลี้ยวให้มาอยู่ในถ้ำแทนท่านจากนั้นก็มอบคำภีร์พระเวทศักดิ์สิทธิ์ ของบูรพาจารย์พราหมณ์พร้อมทั้งถ่ายทอดวิชาทางไสยเวทให้ รวมทั้งวิชาทางการแพทย์แผนโบราณแก่ท่านพระภิกษุรูปแรก ที่พราหมณ์ผู้เฒ่านิมนต์มามีนามว่า &quot;ทอง&quot; (วัดเขาอ้อมีลักษณะพิเศษที่มักจะมีเจ้าอาวาสที่ชื่อทองติดต่อกันมาหลายสิบรูป) &nbsp;ซึ่งต่อมาเจ้าอาวาสของวัดเขาอ้อทุกรูป ก็จะได้รับการถ่ายทอดวิชาตามคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของบูรพาจารย์พราหมณ์สืบต่อกันมา ทำให้เป็นผู้ทรงคุณวิเศษในด้านไสยเวทวิทยาคมเป็นที่ประจักษ์มาทุกยุคทุกสมัย ด้วยเหตุผลดังกล่าววัดเขาอ้อจึงมีชื่อเสียงในทางไสยเวทและการแพทย์แผนโบราณ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับว่าน ภายหลังจึงมีพิธีแช่ว่าน พิธีกรรมทางไสยเวทหลายอย่างขึ้นที่นั่นจนลือเลื่องไป</span></p>

<p><span style="color:#0000ff;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; วัดเขาอ้อเป็นแหล่งวิทยาคมทางไสยศาสตร์ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่สมัยโบราณ พระเกจิอาจารย์ผู้สืบต่อวิชาทางไสยศาสตร์ต่างก็เป็นที่พึ่งที่เคารพศรัทธาของประชาชนทั่วไป เช่น พระอาจารย์ทองเฒ่าหรือพระครูสิทธิยาภิรัต (เอียด) พระอาจารย์นำ แก้วจันทร์ พระอาจารย์ศรีเงิน วัดดอนศาลา พระครูพิพัฒน์สิริธร (อาจารย์คง) วัดบ้านสวน พระอาจารย์ปาน วัดเขาอ้อ และที่เป็นฆราวาสที่คนทั่วไปรู้จักกันดีได้แก่ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช วัดเขาอ้อหรือสำนักเขาอ้อมีลักษณะคล้ายสำนักทิศาปาโมกข์ของพราหมณ์ หรือฤษีผู้ทรงคุณวิชาที่ถ่ายทอดนอกจากวิชาการปกครองตามตำราธรรมศาสตร์แล้ว พราหมณ์ผู้ทรงคุณวุฒิได้ถ่ายทอดเรื่องพิธีกรรมฤกษ์ยามการจัดทัพตามตำราพิชัยสงครามตลอดจนไสยเวทย์ และการแพทย์ สำนักเขาอ้อหรือวัดเขาอ้อได้มีความเจริญรุ่งเรืองและบางครั้งก็ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา จนสมัยของเจ้าอาวาสรูปที่ ๙ คืออาจารย์ทองเฒ่าหรือพระครูสังฆวิจารณ์ฉัตรฑันบรรพต ซึ่งมีความชำนาญทางไสยศาสตร์มากได้มีการปรับปรุงและพัฒนาวัดเขาอ้อจนมีชื่อเสียงขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง วัดเขาอ้อได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาตั้งแต่ พ.ศ. ๑๖๖๑ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๒๐ เมตร&nbsp;</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://plg.onab.go.th/th/file/get/file/20210518701ecd5719926c14ccf7f6e326af9237104510.jpg' type='image/jpg' length='1714301' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว]]></title>
<link>https://plg.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/6906</link>
<guid isPermaLink="false">b464359e6db4eeb78278a09109c15dd2</guid>
<pubDate>Fri, 14 May 2021 16:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color:#0000ff;">วัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว</span></p>

<p><span style="color:#0000ff;">วัดเขียนบางแก้ว วัดพัฒนาตัวอย่างปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ตั้งอยู่เลขที่ ๔๒ บ้านบางแก้ว หมู่ที่ ๔ ตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ตามประวัติศาสตร์และพงศาวดารมีชื่อเรียกขานกันว่า &quot;วัดเขียนบางแก้ว&rdquo; ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของโคกเมืองมีคลองบางหลวง หรือคูเมืองกั้นกลาง ในบรรดาวัดเก่าแก่ในจังหวัดพัทลุงถือว่าวัดเขียนบางแก้วเป็นวัดเก่าแก่ที่สุดมีอายุกว่า ๑,๐๐๐ ปี สร้างขึ้นในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย ตามตำนานได้กล่าวถึงวัดเขียนบางแก้วไว้ว่านางเลือดขาวเป็นผู้สร้างวัดนี้ โดยได้จารึกเรื่องราวการก่อสร้างลงบนแผ่นทองคำที่เรียกว่า เพลาวัดกล่าวไว้ว่าวัดเขียนบางแก้ว สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๑๔๙๒ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๑๔๙๓ เจ้าพระยากุมารกับนางเลือดขาวได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากเกาะลังกามาบรรจุไว้ในพระมหาธาตุเจดีย์ หรือตามตำนานการสร้างวัดเขียนบางแก้วของพระครูสังฆรักษ์ (เพิ่ม) กล่าวว่าพระยากรุงทอง เจ้าเมืองพัทลุงเป็นผู้สร้างวัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีเดือน &nbsp;๘ &nbsp;ขึ้น ๕ ค่ำ ปีกุนเอกศก พ.ศ. ๑๔๘๒ (จ.ศ. ๓๐๑) พร้อมกับสร้างพระมหาธาตุและก่อพระเชตุพนวิหาร ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในปี พ.ศ. ๑๔๘๖</span></p>

<p><span style="color:#0000ff;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วัดเขียนบางแก้ว กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๔ เมื่อวันที่ ๓ มกราคม ๒๔๘๐ และประกาศเขตโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๐๓ ตอนที่ ๖๕ เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๒๙ มีเนื้อที่ประมาณ &nbsp;๒๒ &nbsp;ไร่ &nbsp;๒ &nbsp;งาน &nbsp;๙๗ &nbsp;ตารางวา และเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ &nbsp;ได้เปลี่ยนชื่อ เป็น &quot;วัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว&rdquo;</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://plg.onab.go.th/th/file/get/file/20210518d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e102438.jpg' type='image/jpg' length='12175' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดคูหาสวรรค์ พระอารามหลวง]]></title>
<link>https://plg.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/646</link>
<guid isPermaLink="false">e734d95ff869db47455b1b414338eb42</guid>
<pubDate>Fri, 07 May 2021 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size:26px;"><span style="color:#0000ff;"><strong>วัดคูหาสวรรค์ พระอารามหลวง</strong></span></span></p>

<p><span style="color:#0000ff;"><strong>วัดคูหาสวรรค์</strong> เป็นวัดที่มีความสำคัญวัดหนึ่งในประวัติศาสตร์ ที่พระมหากษัตริย์และเชื้อพระวงศ์โปรดในการเสด็จอยู่เสมอ มีโบราณสถานและรูปแบบศิลปกรรมที่สำคัญ<br />
ชาวบ้านนิยมเรียกว่า &quot;วัดคูหาสูง&rdquo; หรือ &quot;วัดสูง&rdquo; ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างเมื่อใด ตามตำนานนางเลือดขาวระบุไว้ว่า เมื่อตาสามโมกับยายเพชรถึงแก่กรรมแล้ว กุมารกับนางเลือดขาวให้นำอัฐิของท่านทั้งสองไปเก็บไว้ในถ้ำคูหาสวรรค์ ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์ใหญ่ ๑ องค์ และพระพุทธรูปปูนปั้น ปั้นด้วยดินเหนียวเรียงแถวเป็นระเบียบทางด้านทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตก รวม ๓๗ องค์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พระมหากษัตริย์หลายพระองค์เคยเสด็จประพาสที่นี่ ดังพระปรมาภิไธยย่อที่ทรงจารึกไว้ว่า จ.ป.ร.๑๐๘ บริเวณหน้าถ้ำ และเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จ พระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เคยเสด็จประพาสถ้ำคูหาสวรรค์ ทรงจารึกพระปรมาภิไธย ภปร.และสก.๑๗.๓.๒๕๐๒ ไว้ที่เพิงหน้าถ้ำ&nbsp; ถ้ำนี้ลึกและยาว มีทางลอดใต้ภูเขาออกไปถ้ำนางคลอดซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่ง ปัจจุบันวัดคูหาสวรรค์ได้รับการโปรดเกล้าฯเป็นพระอารามหลวง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเชิงเขาหัวแตก ตำบลคูหาสวรรค์ ในเขตเทศบาลเมืองพัทลุง อยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดพัทลุงประมาณ ๘๐๐ เมตรด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จพระราชดำเนิน ประกอบพิธีเททองหล่อพระหน้าตักกว้าง ๔๐ นิ้ว น้ำหนัก ๑,๔๐๐ กิโลกรัม ประกอบด้วยโลหะทองเหลือง ทองแดง ทองขาวอย่างละ ๓ ส่วน พุทธาภิเษก ๓ ครั้ง และทรงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมาประดิษฐานที่จังหวัดพัทลุง เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๑๑ เนื่องจากเป็นจังหวัดอันเก่าแก่ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานของภาคใต้<br />
&nbsp;<strong>ถ้ำคูหาสวรรค์</strong>&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ที่ตั้ง วัดคูหาสวรรค์ ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ประวัติ ถ้ำคูหาสวรรค์ตั้งอยู่ในวัดคูหาสวรรค์ ชาวบ้านนิยมเรียกว่า &quot;วัดคูหาสูง&rdquo; หรือ &quot;วัดสูง&rdquo; ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใด ตามตำนานนางเลือดขาวระบุว่า เมือตาสามโมกับยายเพชรถึงแก่กรรมแล้ว กุมารกับนางเลือดขาวให้นำอัฐิของท่านทั้งสองไปเก็บไว้ในถ้ำคูหาสวรรค์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตามความในหนังสือทำเนียบวัดจังหวัดพัทลุงของพระครูอริยสังวร(เอียด) กล่าวว่า วัดคูหาสวรรค์สร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๙๒๔ ส่วนความในหนังสือพระกัลปนาวัดเมืองพัทลุงสมัยอยุธยา ระบุว่าพระราชมุนีร่วมกับพระครูธรรมรังษี พระมหาเถรพุทธรักขิต พระครูบุศเทพ พระหมื่นเทพบาล สร้างวัดบริเวณ ถ้ำ คูหาสวรรค์ และก่อพระพุทธรูป ๒๐ องค์ สร้างพระเจดีย์ ๗ องค์ เข้าถวายพระราชกุศลเข้าไปยังกรุงศรีอยุธยา โปรดเกล้าฯ ให้มีพระตำรา ตราโกษาธิบดี ยกญาติโยมและ๓มิสัตว์ไร่นาอันมีในที่นั้น ๑๒ หัวงานขาดออกจากส่วยหลวง เป็นศีลบานทานพระกัลปนาสำหรับวัดคูหาสวรรค์สืบต่อไป อยู่ต่อมา เมื่อออกเมืองคำออกเป็นเจ้าเมืองพัทลุง อุยงคตนะโจรสลัดมลายูยกกำลังเข้าปล้นเมืองพัทลุง ได้เผาผลาญบ้านเรือน วัดวาอารามมาจนถึงตำบลคูหาสวรรค์ ดังนั้นวัดคูหาสวรรค์ก็น่าจะถูกทำลายไปด้วย ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช วัดคูหาสวรรค์จึงได้รับการบูรณะใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ. ๒๔๓๒ วัดคูหาสวรรค์ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งเสด็จประพาสแหลมมลายูในครั้งนั้นทรงจารึกพระปรมาภิไธย จ.ป.ร. ๑๐๘ ไว้บริเวณหน้าถ้ำ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๔๕ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรา นุวัติวงศ์ก็ได้เสด็จวัดคูหาสวรรค์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พ.ศ. ๒๔๕๔ วัดคูหาสวรรค์ได้ร้างลง ชาวบ้านจึงนิมนต์พระครูจรูญกรณีย์ (ตุค เกสโร) มมฃาเป็นเจ้าอาวาส ท่านได้บูรณะเป็นการใหญ่ วัดจึงค่อยๆ เจริญขึ้น จนถึง พ.ศ. ๒๔๖๗ เมืองพัทลุงย้ายจกตำบลลำปำมาตั้งที่ตำบลคูหาสวรรค์ พระยาคณาศัยสุนทร(สา สุวรรณสาร) ผู้ว่าราชการเมืองสมัยนั้น ได้ช่วยบูรณะวัดอีกแรงหนึ่ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พ.ศ.๒๔๗๓ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เสด็จวัดคูหาสวรรค์ และได้จารึกพระนมย่อ บ.ส. ๓๐.๑๐.๗๓ ไว้ที่เพิงผาหน้าถ้ำ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พ.ศ.๒๕๐๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสถ้ำคูหาสวรรค์ได้ทรงจารึกพระปรมาภิไธย ภปร.และสก. ๑๗.๓.๒๕๐๒ ไว้ที่เพิงผาหน้าถ้ำ</span></p>

<p><span style="color:#0000ff;">รูปแบบศิลปกรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ถ้ำคูหาสวรรค์ เดิมชาวบ้านเรียกว่า &quot;ถ้ำน้ำเงิน&rdquo; หรือ &quot;ถ้ำพระ&rdquo; ส่วนชื่อคูหาสวรรค์ เชื่อว่าน่าจะมีการเรียกมาอย่างน้อยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ถ้ำกว้าง ๑๘ เมตร ยาว ๒๘ เมตร สูงเป็นเวิ้งรูปกรวย ตอนบนมีหินงอกคล้ายรูปช้าง ชาวบ้านเรียกว่า &quot;ช้างผุด&rdquo; หรือ หินลับแล พื้นถ้ำปูด้วยอิฐถือปูน มีเจดีย์เล็กๆหนึ่งองค์ มีพระพุทธรูปปูนปั้นและปั้นด้วยดินเหนียวเรียงแถวเป็นระเบียบทางด้านทิศเหนือ ทิศใต้ และ ทิศตะวันตก รวม ๓๗ องค์ มีขนาดต่างๆกัน พระพุทธรูปเหล่านี้ตามประวัติว่า พระราชมุนี(สมเด้จเจ้าพระโคะหรือหลวงพ่อทวดวัดช้างให้)ได้ร่วมสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาจำนวน ๒๐ องค์ ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ได้รับการบูรณะและสร้างเพิ่มเติมขึ้นอีก ๑๗ องค์ ด้านทิศตะวันออกของเศียรพระพุทธไสยาสน์มีกรุพระพิมพ์ที่ชาวบ้านได้ขุดพบพระแบบต่างๆเป็นจำนวนมาก มีทั้งพระจำหลักไม้พระพุทธรูปปูนปั้น พระสำริด และพระพิมพ์ดินดิบสมัยศรีวิชัย ชาวบ้านเรียกว่า &quot;พระผีทำ&rdquo; ปากถ้ำมีหินเป็นชั้นกั้นติดกับหินปากถ้ำ สูงประมาณ ๒ เมตร ชาวบ้านเรียกว่า &quot;หัวทรพี&rdquo; ตรงข้ามเป็นรูปพระฤาษีตาไฟปูนปั้น มีตำนานวื่ นางเลือดขาวกับเจ้าพระยากุมารสร้างขึ้นแทนอนุสาวรีย์ตาสามโมกับยายเพชร และได้บรรจุอัฐิของตายายทั้ง ๒ ไว้ ภายใน ชาวบ้านถือว่า ศักดิ์สิทธิ์มากมีการบนบานปิดทองเต็มทั้งองค์จนไม่สามารถเห็นลักษระแท้จริงได้ เคยได้รับการบูรณะมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ ๕๒ ตอนที่ ๗๕ ลงวันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘(กรมศิลปากร ๒๕๓๓ : ๓๙)</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://plg.onab.go.th/th/file/get/file/20210507d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e150400.jpg' type='image/jpg' length='176886' />
</item>
</channel>
</rss>
