<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[สถานที่ปฏิบัติธรรม]]></title>
<link>https://plg.onab.go.th/th/content/category/index/id/20</link>
<atom:link href="https://plg.onab.go.th/th/content/category/index/id/20" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[วัดลานแซะ]]></title>
<link>https://plg.onab.go.th/th/content/category/detail/id/20/iid/7574</link>
<guid isPermaLink="false">1c5ad93ba629d04ff0e52d2e095dcaaf</guid>
<pubDate>Tue, 01 Jun 2021 13:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<span style="color:#0000ff;"> &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong><span style="font-size:24px;"> วัดลานแซะ</span></strong><br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;วัดลานแซะ ตั้งอยู่เลขที่ ๑ บ้านต้นศาลารัก หมู่ที่ ๑ ตำบลนาขยาด อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๒๕ ไร่ ๖๐ ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือยาว ๕ เส้นเศษ ติดกับถนนสายนาขยาด-ตะแพน ทิศใต้ยาว ๕ เส้น ติดต่อกับทุ่งนา ทิศตะวันออกยาว ๕ เส้นเศษ ติดต่อกับทุ่งนา คูน้ำและถนนศาลาต้นรัก ทิศตะวันตกยาว ๕ เส้น ติดต่อกับทุ่งนาและเหมืองน้ำ&nbsp;พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มริมคลอง อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี อุโบสถกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๑๖ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๔๕๘ โครงสร้างไม้ พื้นและฝาผนังก่ออิฐถือปูน ศาลาการเปรียญกว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๒๖ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก กุฎิสงฆ์ จำนวน ๕ หลัง โครงสร้างเป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ และอาคารไม้ สำหรับปูชนียวัตถุมี พระประธานในอุโบสถ ได้มาจากวัดเขาโพรกเพลง&nbsp; &nbsp;&nbsp;วัดลานแซะ สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๒๖๒ โดยมีพ่อหลวงมาก เป็นกำลังนำชาวบ้านสร้างวัดนี้ขึ้น ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๘ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๑๘ เมตร ยาว ๒๒ เมตร เกี่ยวกับการศึกษา ทางวัดได้ให้ทางราชการจัดตั้งโรงเรียนประถมศึกษาขึ้นในที่ดินวัด เป็นการสนับสนุนการศึกษาของชาติตลอดมา วัดลานแซะได้รับการตั้งเป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดพัทลุง แห่งที่ ๑๒ มีอาคารปฏิบัติธรรม เป็นอาคาร ๒ ชั้น มีปัจจุบัน มีพระครูศาสนกิจจาทร เป็นเจ้าอาวาสวัด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;</span></p>

<p><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://plg.onab.go.th/th/file/get/file/20210601bbdfd4ffd6864f1dfe07ca7dcef66a69134238.jpg' type='image/jpg' length='177169' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดป่าลิไลยก์]]></title>
<link>https://plg.onab.go.th/th/content/category/detail/id/20/iid/7371</link>
<guid isPermaLink="false">e0fe6b49e4fa9ffc980e4f654d8823af</guid>
<pubDate>Thu, 27 May 2021 09:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size:24px;"><strong><span style="color:#0000ff;">วัดป่าลิไลยก์</span></strong></span></p>

<p><span style="color:#0000ff;">วัดป่าลิไลยก์ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๗ ตำบลลำปำ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย เดิมเรียก &ldquo;วัดป่าชัน&rdquo; ต่อมาเปลี่ยนเป็น &ldquo;วัดป่าเรไร&rdquo; ปัจจุบันเรียก &ldquo;วัดป่าลิไลยก์&rdquo; ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๒๙ เคยเป็นที่ตั้งของอู่ต่อเรือเพื่อส่งเสบียงบำรุงกำลังกองทัพไทยสมัยสงคราม ๙ ทัพ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ปัจจุบันเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และเป็นสถานวิปัสสนาที่มีบรรยากาศของความเป็นวัด ซึ่งเพียบพร้อมด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบร่มรื่น แสดงถึงการอยู่ด้วยสติ ปัญญา ภูมิปัญญาชาวบ้านที่น่าสนใจแห่งหนึ่งในบริเวณพื้นที่รอบลุ่มทะเลสาบสงขลาปัจจุบันนี้กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ อันเนื่องจากภายในวัดมีศิลปกรรมที่สำคัญ อาทิ พระอุโบสถ ใบเสมา เจดีย์ ในปัจจุบันได้รับการพัฒนาวัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดพัทลุง ในทำเนียบวัดจังหวัดพัทลุงของพระครูอริยสังวร (เอียด) ระบุว่าวัดป่าลิไลยก์นี้สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๒๔๗ &nbsp;ตรงกับสมัยสมเด็จพระเพทราชาแห่งกรุงศรีอยุธยา &nbsp;แต่เรื่องราวเกี่ยวกับวัดนั้นไม่ปรากฏในเอกสารโบราณใด ๆ เลย ต่อมาเมื่อราว &nbsp;พ.ศ. ๒๓๒๕ พระมหาช่วย ชาวบ้านน้ำเลือด ตำบลท่ามิหรำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง มาเป็นเจ้าอาวาส ราว ๆ พ.ศ. ๒๓๒๘ พม่าได้ยกทัพมาตีเมืองชุมพร เมืองไชยา &nbsp;และเมืองนครศรีธรรมราช พระยาเจ้าเมืองพัทลุงได้ปรึกษากับท่านพระมหาช่วย เพื่อคิดหาทางหยุดยั้งทัพของพม่าไม่ให้มาถึงเมิืองพัทลุง ท่านได้ทำเครื่องลางของขลัง เพื่อแจกเป็นขวัญและกำลังใจไพร่พล และได้รวบรวมกำลังพลได้ประมาณ &nbsp;๑,๐๐๐ คนเศษ ยกไปต้านพม่าไว้ที่ตำบลปันแตแต่ไม่ทันรบกันพม่าก็ถอยทัพไปก่อน ท่านพระมหาช่วยมีความชอบเป็นอย่างมากสมเด็จพระเพทราชา จึงโปรดเกล้าฯ ให้ลาสิกขาบท และแต่งตั้งให้เป็นพระยาทุกขราษฎร์ &nbsp;ต่อมาได้เกณฑ์คนตัดไม้ต่อเรือรบ &nbsp;๓๐ ลำ ปากกว้าง ๓ วาบ้าง ๔ วาบ้าง &nbsp;โดยทำการต่อเรือที่ชายทะเลหน้าวัดป่าลิไลยก์แต่เรือยังไม่ทันเสร็จก็ติดราชการกบฏเมืองไทรบุรีเสียก่อนการต่อเรือจึงยกเลิกไป จากคำบอกเล่าเกี่ยวกับประวัติวัดป่าลิไลยก์ กล่าวว่าที่ดินที่สร้างวัดป่าลิไลยก์ในปัจจุบันเป็นที่ของตาผ้าขาวได้บริจาคให้แก่พระสมุหมีอินทร์ ที่ตั้งใจจะนำของโบราณมาบรรจุที่พระบรมมหาธาตุนครศรีธรรมราชแต่ไม่ทันพิธีการ จึงได้จอดเรือพักและสร้างวัดป่าลิไลยก์ขึ้นมา&nbsp;<br />
&nbsp; วัดป่าลิไลยก์อยู่ในเขตตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง &nbsp;ชาวบ้านนิยมเรียกว่าวัดป่าตามทำเนียบวัดจังหวัดพัทลุง ระบุว่าวัดนี้สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๒๔๗ ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมกันมาก ตลอดถึงคณะนักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ และพุทธบริษัท ได้มาพักแรมเพื่อปฏิบัติธรรมกันตลอดทั้งปี วัดป่าลิไลย์เป็นวัดที่มีสภาพภูมิทัศน์ที่ร่มรื่นมาก มีสวนป่าที่สงบเงียบ สงบเย็น สัปปายะ เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ เดินจงกรม เจริญจิตภาวนา เป็นวัดที่มีพื้นที่ติดกับชายฝั่งทะเล มีสถานที่พักผ่อน และมีที่พักสำหรับผู้ที่ประสงค์จะเดินทางมาพักปฏิบัติธรรม ทางวัดมีเรือนรับรอง และให้บริการแก่ผู้มาเยือนเป็นอย่างดีเยี่ยม วัดป่าลิไลย์เป็นวัดหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการปฏิบัติธรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามแนวนโยบายของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ&nbsp;</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://plg.onab.go.th/th/file/get/file/2021052738fc51a84825f4e3ea99c3f4ded9ecd5093957.jpg' type='image/jpg' length='219978' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดถ้ำสุมะโน]]></title>
<link>https://plg.onab.go.th/th/content/category/detail/id/20/iid/569</link>
<guid isPermaLink="false">1b4e13f278613658a7a2bdba757b574b</guid>
<pubDate>Tue, 18 May 2021 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#0000ff;">&ldquo;วัดถ้ำสุมะโน&rdquo; เป็นสำนักปฏิบัติธรรมแห่งที่ ๒ ของจังหวัดพัทลุง ได้ถูกค้นพบโดย พระอาจารย์เดช สุมโน เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๐ ตรงกับวันอังคารขึ้น ๒ ค่ำเดือน ๖ ปีเถาะ ขณะนั้นท่านมีอายุ ๓๖ ปี พรรษาที่ ๑๔ พื้นที่วัดถ้ำสุมะโนเป็นภูเขาลูกเล็กๆตั้งอยู่ที่ ต.บ้านนา อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง อยู่บนเส้นทางพัทลุง-ตรัง ห่างจากตัวจังหวัดพัทลุง ๒๕ ก.ม. มีเนื้อที่กว่า ๕๐๐ ไร่ ครอบคลุมภูเขาสองลูก ร่มรื่นด้วยพืชพันธ์ตามธรรมชาติ ทัศนียภาพรอบวัดเป็นเทือกเขาบรรทัดสลับซับซ้อน ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงาม ภายนอกมีลำธารไหลผ่านตลอดทั้งปี นับว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามแห่งหนึ่งของประเทศไทย ปัจจุบันวัดถ้ำสุมะโนยังได้รับคัดเลือกให้เป็นสำนักปฏิบัติธรรมดีเด่นของจังหวัดพัทลุงอีกด้วย<br />
พระอาจารย์เดชเล่าว่า ก่อนหน้าที่จะพบถ้ำแห่งนี้เมื่อท่านเรียนจบปริยัติธรรมสมความมุ่งหมายแล้ว ท่านได้ออกธุดงค์ปฏิบัติตนเจริญรอยตามแนวทางขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กระทั้งช่วงเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ พระอาจารย์เดช สุมโน ขณะที่ท่านได้เจริญภาวนาภายในอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ท่านได้ตั้งจิตอธิษฐานขอให้พบถ้ำที่ถูกใจเพื่อให้เป็นสถานที่ในการปฏิบัติธรรม สร้างบารมีตามรอยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภาพถ้ำก็ได้ปรากฏในนิมิตของท่านอย่างอัศจรรย์ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้ถือเอานิมิตนั้นออกธุดงค์เพื่อค้นหาถ้ำตามสถานที่ต่างๆ ทั้งทางภาคอีสานภาคเหนือ ภาคกลาง แต่ก็ไม่พบ ต่อมาพระอาจารย์เดช สุมโน ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้งเพื่อสอนปริยัติธรรมแก่ภิกษุสามเณรเพื่อตอบแทนคุณครูบาอาจารย์ เมื่อว่างจากกิจการวัดก็ออกธุดงค์เพื่อทำปณิธานของท่านให้เป็นจริง คือการค้นหาถ้ำที่ปรากฏในนิมิต<br />
กระทั้งปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ท่านได้ธุดงค์ไปจังหวัดนครพนมและตั้งจิตอธิษฐานต่อองค์พระธาตุพนมขอให้พบถ้ำดังกล่าวที่เคยปรากฏในนิมิต หลังออกพรรษาท่านก็ธุดงค์ลงใต้มาเรื่อยๆ โดยจำพรรษาที่จังหวัดภูเก็ต และในปีต่อมาขณะที่ท่านจำพรรษาที่วัดถ้ำเชียงดาวจังหวัดเชียงใหม่ท่านได้ปฏิบัติจนเกิดสภาวะธรรมขึ้นในใจว่า&rdquo;การค้นหาถ้ำภายนอกนั้นไม่มีประโยชน์อะไรมากนัก สู้หาถ้ำภายในคือสติจะดีกว่า&rdquo; และในคืนนั้นเองขณะนั่งสมาธิก็ปรากฏนิมิตมีเทวดามาบอกท่านว่าถ้ำที่ท่านค้นหานั้นอยู่ที่จังหวัดพัทลุงใกล้บริเวณเทือกเขาบรรทัดทางไปจังหวัดตรัง<br />
ต่อมาต้นปี ๒๕๓๐ ท่านได้ธุดงค์มาทางภาคใต้จนถึงจังหวัดภูเก็ต เวลานั้นท่านได้ชักชวนชาวภูเก็ตที่เลื่อมใสในตัวท่านให้มาปฏิบัติธรรมมากขึ้นจนเป็นที่เคารพสักการะของลูกศิษย์อย่างกว้างขวาง กระทั่งท่านมีดำริจะเดินทางไปจังหวัดพัทลุง เพื่อพิสูจน์ถ้ำตามที่เคยปรากฏในนิมิตและเพื่อทำตามมโนปณิธานให้สำเร็จเป็นจริง<br />
วันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๐ ท่านเดินทางมาจังหวัดพัทลุงพร้อมคณะศรัทธาชาวภูเก็ตเป้าหมายคือบริเวณผืนป่าหมู่บ้านน้ำใต้บ่อ หมู่บ้านนาวง ใกล้บริเวณทางขึ้นเทือกเขาบรรทัดไปจังหวัดตรัง ครั้งแรกที่ท่านพบกับชาวบ้านผู้คนก็เข้าใจว่าท่านมาหาเหล็กไหลจึงไม่มีใครให้ความร่วมมือ แต่ต่อมาเมื่อได้ทราบความประสงค์ที่แท้จริงของท่านจึงช่วยพาคณะของท่านไปค้นหาถ้ำในบริเวณภูเขาใกล้หมู่บ้านนั้น ก็ได้พบถ้ำหลายถ้ำที่มีอยู่แล้ว เช่นถ้ำน้ำลอด ถ้ำน้ำใต้บ่อ แต่ล้วนไม่ใช่ถ้ำที่ปรากฏในนิมิต พระอาจารย์เดชสุมโนและคณะจึงได้เดินทางต่อไปยังเขารูปช้าง อำเภอปาดังเบซาร์ จังหวัดสงขลาโดยไม่คิดจะย้อนกลับมาจังหวัดพัทลุงอีก ในขณะที่พักอยู่นั้นท่านได้เจริญจิตภาวนาก็ปรากฏนิมิตมีเทวดามาบอกอีกว่าให้กลับไปหาถ้ำที่เดิมและต้องไปเพียงรูปเดียว ดังนั้นเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๐ พระอาจารย์เดชสุมโน และคณะก็เดินทางย้อนกลับมาที่จังหวัดพัทลุงและพักที่ถ้ำน้ำใต้บ่อ วันรุ่งขึ้นท่านและชาวบ้านได้เดินตามร่องน้ำเป้าหมายคือภูเขาในป่ารกทึบเบื้องหน้า ในขณะที่คนอื่นๆกำลังสำรวจหาถ้ำที่ภูเขาลูกใหญ่อยู่นั้น ท่านก็ปลีกตัวมาสำรวจภูเขาลูกเล็กๆที่อยู่ใกล้กัน เมื่อท่านแหวกป่าเข้ามาถึงก็พบโพรงหินเล็กๆมีดินกลบอยู่เกือบเต็ม เพียงพบเห็นครั้งแรกท่านก็ทราบได้ทันทีว่านี่คือถ้ำที่ปรากฏในนิมิตเมื่อหลายปีก่อน ท่านจึงก้มลงเดินเข้าไปภายในมองไปรอบๆถ้ำด้วยความปลื้มปิติพร้อมกับเปล่งวาจาตั้งสัจจะอธิษฐานว่า<br />
&ldquo;ข้าพเจ้าจะพัฒนาถ้ำแห่งนี้ให้เป็นที่รวมญาติสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า&rdquo;<br />
เมื่อท่านจบคำอธิษฐาน ก็ได้ยินเสียง สาธุ สาธุสาธุ ดังกึกก้องพร้อมกันทั่วบริเวณถ้ำ ชาวคณะและชาวบ้านเมื่อทราบว่าท่านพบถ้ำในนิมิตแล้วก็ต่างพากันดีใจเป็นการใหญ่ ชาวบ้านในพื้นที่บางคนกล่าวว่าบริเวณนี้เป็นภูเขาลูกเล็กมีโพรงหินพอเข้าไปได้ เคยเห็นกันมานมนานแล้วแต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นถ้ำ คิดว่าเป็นแค่โพรงหินเท่านั้นและคิดไม่ออกว่าพระอาจารย์เดช สุมโน จะพัฒนาให้เป็นถ้ำใหญ่ได้อย่างไร ต่อมาในวันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ พระอาจารย์เดช สุมโน และคณะคุณณรงค์ นพดารา รวมทั้งพุทธศาสนิกชนชาวภูเก็ต ได้เริ่มพัฒนาถ้ำเป็นครั้งแรก ดินที่กลบอยู่ภายในถ้ำได้ถูกขุดขนออกมาเรื่อยๆเผยให้เห็นความใหญ่โตสวยงามของถ้ำขึ้นเป็นลำดับ ลักษณะของถ้ำจึงอยู่ต่ำกว่าพื้นดินหลายเมตร มองข้างนอกจะไม่ค่อยเห็นแต่ถ้ายืนที่ปากถ้ำแล้วมองลงไปจะเห็นความอลังการของถ้ำซ่อนอยู่ พื้นของถ้ำปูด้วยอิฐซีเมนต์ทำให้ดูดซับน้ำเวลาฝนตกได้ดี ภายในถ้ำจุคนได้หลายร้อยคน โถงถ้ำแห่งนี้ถูกตั้งชื่อว่าปราสาทนพดาราตามชื่อของโยมที่บริจาคในการพัฒนาถ้ำครั้งแรกเพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าภาพ แต่คนส่วนมากก็รู้จักกันในนาม &ldquo;ถ้ำสุมะโน&rdquo; ตามฉายาของพระอาจารย์เดชและเรียกกันติดปากว่า &ldquo;ถ้ำสุมะโน&rdquo; เช่นเดียวกัน<br />
ต่อมาผู้มีจิตศรัทธาได้รวบรวมปัจจัยซื้อที่ดินรอบภูเขาถวายและได้รับการแต่งตั้งเป็น&rdquo;วัดถ้ำสุมะโน&rdquo;ตามฉายาของพระอาจารย์เดช สุมโนเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ และท่านได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก นำพาพุทธศาสนิกชนสร้างบารมีธรรมสมดังเจตนารมณ์ที่ท่านตั้งใจปรารถนาไว้แล้วทุกประการ<br />
นับแต่นั้นเป็นต้นมาวัดถ้ำสุมะโนได้รับการพัฒนาขึ้นโดยลำดับ ไม่ว่าจะเป็นถ้ำต่างๆสถานที่เสนาสนะกุฏิที่พักพระสงฆ์ เพื่อให้เพียงพอแก่ผู้มาเยือนถ้ำแห่งนี้ ทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดพัทลุง ในแต่ละวันก็มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมอย่างไม่ขาดสาย บ้างก็มาปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะวันหยุดหรือเทศกาลสำคัญต่างๆก็จะมีผู้คนมาเที่ยวชมสถานที่มากเป็นพิเศษ ผู้ที่มาวัดถ้ำสุมะโนจึงได้ทั้งมิติแห่งการท่องเที่ยว และมิติในด้านการปฏิบัติธรรม</span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://plg.onab.go.th/th/file/get/file/20210518038b857f401d483ef27b115d9cd5c9bd151540.jpg' type='image/jpg' length='14611' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถานที่ปฏิบัติธรรม (ตัวอย่างข้อมูล)]]></title>
<link>https://plg.onab.go.th/th/content/category/detail/id/20/iid/566</link>
<guid isPermaLink="false">8ab1c9102bed9a45b5e624c2864f58f9</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://plg.onab.go.th/cms/s46/u1/เกี่ยวกับเรา/ตราสำนักงานพระพุทธศาสนา.png" style="width: 100px; height: 120px;" /></p>

<p><strong>ดวงตราสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ</strong></p>

<p>อธิบาย ตรานี้ใช้ธรรมจักรบนฐานดอกบัว เรียกว่า &quot;ไตรรัตนจักร&quot; (กงล้อ คือ พระรัตนตรัย) เป็นสัญลักษณ์แทนพระรัตนตรัย คือ<br />
(1) ดอกบัวแทนพระพุทธเจ้า ดังพระบาลีในเถรคาถาว่า &quot;พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลก แต่ไม่ติดในโลกีวิสัย ดุจดอกบัวเกิดในน้ำแต่ไม่เปียกน้ำ (ขุ.เถร. 26/388)<br />
(2) ดอกบัวแทนพระอริยสงฆ์ ดังพุทธวจนะในธรรมบทว่า &quot;ดอกบัวเกิดที่กองขยะที่เขาทิ้งไว้ข้างทางใหญ่ มีกลิ่นหอมรื่นรมย์ใจฉันใด ท่ามกลางมหาชนผู้โง่เขลา เป็นดุจสิ่งปฏิกูล พระสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมรุ่งโรจน์ด้วยปัญญาฉันนั้น&quot; (ขุ.ธ. 25-59)<br />
(3) ดอกบัวมี 7 กลีบ เป็นสัญลักษณ์แทนดอกบัว 7 ดอก ที่เกิดขึ้นรองรับพระบาทของเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อคราวประสูติ หรือสัญลักษณ์แทนโพชฌงค์ 7<br />
(4) ธรรมจักร เป็นสัญลักษณ์แทนพระธรรม คือ อริยสัจสี่ อันเป็นแก่นของพระพุทธศาสนา ที่ทรงแสดงในวันเพ็ญเดือน 8 วันที่พระรัตนตรัยครบสมบูรณ์<br />
(5) ซี่ธรรมจักร 12 ซี่ เป็นสัญลักษณ์แทนการรู้แจ้งอริยสัจแต่ละข้อด้วยญาณ ทั้ง 3 (สัจจญาณ, กิจจญาณ, และกตญาณ) (3x4 = 12)<br />
(6) พระบาลีในธัมมจักรกัปปวัตตนสูตรว่า<br />
ธมฺมจกฺกํ ปวตฺติตํ อปฺปฏิวตฺติยํ = กงล้อคือพระธรรม<br />
อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงหมุนไปแล้ว ไม่มีใครหมุนกลับได้</p>

<p>ศ. พิเศษเสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต<br />
29 ตุลาคม 2545</p>
]]></description>
<enclosure url='https://plg.onab.go.th/th/file/get/file/20200730fdf1bc5669e8ff5ba45d02fded729feb144559.jpg' type='image/jpg' length='377863' />
</item>
</channel>
</rss>
